Blog

การเลือกใช้ปลั๊กไฟในบ้าน

รู้การใช้ปลั๊กไฟอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัย และป้องกันความเสียหาย

เนื่อหาแรกของ Blog ช่างซ่อมบ้าน ขอเริ่มเรื่องความปลอดภัยภายในบ้านกันก่อนเลย  เพราะไม่ต้องใช้ความรู้ทางด้านช่าง เจ้าของบ้านสามารถทำตามได้ ทำให้ลดการเสียหายของเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน หรือลดการเกิดปัญหาเรื่องไฟฟ้าลัดวงจร

เรียกได้กีชื่อ : ทั่วไปมักจะเรียกกันหลายชื่อ แต่ที่นิยมเรียกกัน จะมี ปลั๊กไฟ | รางปลั๊กไฟ | ปลั๊กพ่วง | ปลั๊กสามตา ส่วนฝรั่งจะใช้คำว่า surge protection ซึ่งในบทความนี้จะขอเรียกว่าปลั๊กไฟก็แล้วกัน 🙂

 

การใช้ปลั๊กไฟที่ถูกต้องมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

 


1. ระวังการเสียบอุปกรณ์ไฟฟ้า จำนวนมากกับ ปลั๊กไฟ

ปกติเวลาเราซื้อปลั๊กไฟมา จะมีสเปคบอก ว่ารองรับไฟได้กี่วัตต์ (แต่บางทีก็อย่าไปเชื่อมากนะค่ะ เพราะบางยี่ห้อ มีผู้ใช้งานไปลองพิสูจน์ดูก็ไม่จริงตามที่กล่าวอ้าง) ทำให้พอจะประมาณเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะเสียบเข้ากับปลั๊กไฟได้ว่าควรเสียบไม่เกินกี่ตัว  แต่…แต่….โดยทั่วไปมักไม่ใช่แบบนี้ มักจะเสียบโดยดูจำนวนช่องของปลั๊กมากกว่า สมมติมี 4 ช่อง ก็จะใช้ให้เต็มที่ทั้ง 4 ช่อง โดยไม่ดูว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียบไป ใช้กำลังไฟเท่าไหร่ เกินกว่าที่ปลั๊กไฟรองรับไหม

แต่ แหม..แค่จะเสียบปลั๊กไฟ ต้องคอยมาดูขนาดนั้นมันจะเกินไปไหม -*- งั้นเอาแบบนี้แล้วกัน แค่แยกระหว่าง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟเยอะออกมา แล้วให้ระวังเป็นพิเศษ

เครื่องไฟไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟเยอะ : เตารีด , ตู้เย็น , ไมโครเวฟ  , กระติกน้ำร้อน , เครื่องปิ้งขนมปัง ฯลฯ 

ในทางปฏิบัติที่ดีที่สุด การเสียบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟเยอะ ควรจะเสียบเข้ากับเต้าเสียบโดยตรงจะดีกว่า แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ จะต้องใช้ปลั๊กไฟกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่กินไฟเยอะ ก็ให้เสียบได้แค่ 1 ตัวก็พอ ช่องที่เหลือสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้กำลังไฟเยอะ

 

2. เลือกใช้ปลั๊กไฟยี่ห้อที่ได้มาตรฐาน

ข้อนี้อาจจะเลือกยากหน่อย เพราะทุกยี่ห้อก็มักจะบอกว่าของตัวเองได้มาตรฐานทั้งนั้น  แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะวัดคุณภาพได้ คือ ราคา , วัสดุ ที่ใช้ทำ Body , ขนาดสายไฟ  ซึ่งส่วนมาก ราคามักจะเป็นสิ่งแรกที่เป็นตัวกำหนดสเปคของสินค้า แต่ก็อาจจะไม่เสมอไป ที่บอกคือส่วนมาก ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะถ้าคนที่มีความรู้เรื่องไฟฟ้าระดับนึง ก็จะดู Body , ดูขนาดสายไฟ เป็นหลัก

ถ้าถามเราว่ายี่ห้อไหนดี มันก็มีหลายยี่ห้อที่ดี ซึ่งบางยี่ห้อก็ดีแค่ในบางรุ่น แต่ยี่ห้อที่เราค่อนข้างจะมั่นใจในการใช้งาน คือ ปลั๊กไฟ ยี่หอ Belkin เพราะจากที่เคยใช้มาไม่เคยเจอปัญหาเลย และถ้าดูตาม Review ในเว็บต่างๆ หรือเว็บบอร์ด จะเห็น Comment ที่ออกไปทางแนะนำ ส่วนเรื่องราคาก็ตามคุณภาพนั่นแหล่ะจ้า ^^’

 

3. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟเยอะ VS การเสียบปลั๊กไฟถาวร

ปลั๊กไฟ จริงๆแล้ว ถูกออกแบบมาให้เสียบชั่วคราว ไมใช่เป็นการเสียบถาวร แต่ที่เห็นส่วนมากเรามักจะนำมาใช้เสียบกัน แบบถาวร ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว ถ้าไม่ได้ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟเยอะ ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร แต่ถ้าใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟเยอะ แล้วเป็นการเสียบแบบถาวร เช่น ตู้เย็น  จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ในทางที่ดี ควรจ้างช่างไฟ หรือถ้าทำเองได้ ก็ควรจะเดินสายไฟ แล้วติดเต้ารับเพิ่มในจุดที่จะใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟเยอะจะดีกว่า

 

4. ไม่ได้อยู่บ้านหลายวัน ควรถอดปลั๊กไฟ

คำกล่าวนี้มักจะเป็นคำเตือนตามเทศกาลที่หยุดยาว ไปเที่ยว และไม่ได้อยู่บ้านหลายวัน หรือที่ทำงานปิดหลายวัน และก็จะมีการเตือนให้ถอดปลั๊กไฟต่างๆให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ตอนที่เราไม่อยู่

 

5. ไม่ต่อปลั๊กไฟซ้อนกันหลายชั้น

ไม่ใช้ปลั๊กไฟซ้อนกันหลายชั้น เมื่อต้องการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ลากปลั๊กไฟไปไม่ถึง บางคนจะใช้วิธี เอาปลัํกไฟอีกอัน มาพ่วงต่อกัน เพิ่มความยาว หรือบางกรณีช่องเสียบไม่พอก็เลยมาพ่วงอีกอัน(เป็นที่มาของคำว่า ปลั๊กพ่วง -*- ) ซึ่งถ้าเป็นการใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้กำลังไฟมาก และใช้ชั่วคราว ก็อาจพอจะใช้ได้  แต่ถ้าใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟมาก หรือต่อแบบถาวร ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะอย่าลืมว่า ปลั๊กไฟอันแรก จะต้องมารองรับกำลังไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียบกับตัวเอง และยังต้องมารองรับกำลังไฟจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่อพ่วงอีกอัน  ซึ่งถ้าเป็นผู้ใช้งานในบ้านคนเดียวก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไร (เพราะเสียบเอง รู้เอง) แต่ถ้าอยู่กันหลายคน คนอื่นก็อาจจะไม่รู้ เอาเครื่องไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟสูงมาต่ออีก ซึ่งอาจจะทำให้เกินกำลังที่ปลั๊กไฟจะรองรับไหว

 

 

 

6. ใช้ปลั๊กไฟที่เก่า หรือเสื่อมสภาพแล้ว

ข้อนี้เราคงเห็นกันปลั๊กไฟที่เสื่อมสภาพแล้วเป็นประจำหลายๆบ้าน ที่จะเห็นบางช่องของปลั๊ก มีรอยไหม้ แต่ช่องอื่นๆปกติ ทำให้ไม่อยากทิ้ง เพราะเสียดาย เพราะมันยังใช้งานได้อยู่  ให้นึกง่ายๆแล้วกันว่า ถ้าเกิดเหตุไฟลัดวงจรขึ้น ขณะที่ไม่อยู่บ้าน แล้วทำให้เกิดไฟไหม้ มันจะร้ายแรงขนาดไหน ถ้าเทียบกับซื้อใหม่ราคาไม่กี่ร้อย ดังนั้นไม่อยากให้ไปเสียดายเลย เพราะความเสี่ยงอันน้อยนิด แต่ผลลัพธ์ที่ตามมา มันมหาศาลนัก ดังคำกล่าวที่ว่า

 

 

 

 

 

โจรปล้นสิบครั้ง ไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว

 

7. การเสียบปลั๊กไฟแน่นพอไหม

ถ้าเราสังเกตุ จะเห็นว่าจะมีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าบางตัว เวลาเสียบไปที่ปลั๊กไฟจะไม่ค่อยแน่น จะหลวมๆขยับได้ง่ายๆ  แต่พอมาเสียบกับเต้ารับ ดันเสียบได้แน่นสนิทดี ดังนั้นให้นึกไว้เลยน่าจะเป็นที่ปลั๊กไฟ ที่ทำช่องเสียบได้ไม่ดีพอ  หรือบางทีก็อาจจะเป็นที่ หัวเสียบของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ ทำมาไม่ดีก็มีบ้าง

แต่ไม่ว่าจะเกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือปลั๊กไฟหรือเต้าเสียบ ถ้าเราเสียบอุปกรณ์ไฟฟ้าลงไป แล้วรู้สึกว่ามันไม่แน่น ให้หาวิธีเสียบให้แน่นให้ได้ อย่าไปคิดว่าไม่สำคัญ เพราะสาเหตุไฟฟ้าลัดวงจรในบางกรณีก็เกิดจากเรื่องนี้เหมือนกัน ที่มีการสปาร์คของสายไฟ จนเกิดเป็นประกายไฟ ทำให้เกิดความร้อน จนทำให้เกิดเหตุไม่คาดคิดได้

 

8. ไม่ใช้ปลั๊กไฟในบริเวณที่ชื้นแฉะ

ปกติไฟฟ้ามักจะไม่ถูกกับน้ำอยู่แล้ว อย่างที่เราทราบ หรือถูกสอนกันมาตั้งแต่เด็กว่า เวลามือเปียกน้ำ อย่าไปเสียบอุปกรณ์ไฟฟ้า

 

แถมจ้า 

เราคงได้ยินข่าวบ่อยๆ ที่เสียบชาร์จมือถือทิ้งไว้แล้วระเบิด หรือไหม้ แต่สุดท้ายก็ไม่มีการพิสูจนย์ถึงสาเหตุแน่ชัด แต่ที่เสียหายแล้วแน่ๆคือ เจ้าของเครื่อง กับ ภาพลักษณ์ของแบรนมือถือนั้นๆ แต่ถ้าถามถึงรายละเอียดแล้ว ส่วนมากมักจะไม่ได้ใช้ที่ชาร์จหรือสายชาร์จที่มากับเครื่อง  ไปใช้ที่ชาร์จหรือสายชาร์จที่ราคาถูกๆ ไม่กี่สิบบาท ซึ่งอุปกรณ์พวกนี้ ส่วนมากจะไม่มีวงจรตัดไฟในกรณีชาร์จไฟเต็มแล้ว ทำให้ตัวอุปกรณ์เกิดความร้อน เวลาชาร์จทิ้งไว้นานๆ  ดังนั้นแล้ว การซื้ออุปกรณ์อะไรก็ตาม ที่ต้องมีการใช้กระแสไฟ อย่าเลือกแต่ที่ราคาถูก ต้องเน้นคุณภาพด้วย ซึ่งของที่มีคุณภาพและราคาไม่แพงก็มีมาก แต่จะไม่ถึงกับถูกมาก ดังคำกล่าวที่ว่า

“เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” อย่าให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยทำเลย การป้องกันย่อมดีกว่ามาแก้ไขปัญหาเสมอ จำไว้จ้า

 

 

แหล่งข้อมูลให้ระวังการใช้ปลั๊กไฟที่ไม่ถูกวิธี

1  สสส – ใช้ปลั๊กไฟสายพ่วงผิดวิธี เสี่ยงลัดวงจร – เพลิงไหม้

 

 

 

 

Leave a comment